กุมภาพันธ์ 14, 2024 In บทความ-ความรู้กฎหมาย

การครอบครองปรปักษ์และการได้สิทธิครอบครองกับการประพฤติผิดศีลธรรม

จากกรณีข่าวสารตามหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้ มีผู้เข้าไปบุกรุกในบ้านของผู้อื่นโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาอ้างสิทธิตามกฎหมายโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้เขียนมีข้อเสนอแนะบางประการ ดังนี้

แม้ว่า การเข้าไปครอบครองที่ดินของผู้อื่นไม่ว่าจะโดยการบุกรุกเข้าครอบครองในที่ดินที่ไม่มีโฉนด ซึ่งหากเข้าครอบครองโดยเจ้าของสิทธิไม่ฟ้องขับไล่ออกไปภายใน 1 ปีนับแต่วันถูกแย่งการครอบครอง อาจเสียสิทธิในที่ดินดังกล่าวได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1375 ที่บัญญัติไว้ว่า “ถ้าผู้ครอบครองถูกแย่งการครอบครองโดยมิชอบด้วย กฎหมายไซร้ ท่านว่าผู้ครอบครองมีสิทธิจะได้คืนซึ่งการครอบครองเว้นแต่อีก ฝ่ายหนึ่งมีสิทธิเหนือทรัพย์สินดีกว่าซึ่งจะเป็นเหตุให้เรียกคืนจากผู้ครอบครอง ได้ การฟ้องคดีเพื่อเอาคืนซึ่งการครอบครองนั้น ท่านว่าต้องฟ้องภายในปี หนึ่งนับแต่เวลาถูกแย่งการครอบครอง”

และการครอบครองปรปักษ์ ซึ่งเป็นคำที่ใช้กันทั่วไปโดยนักกฎหมายแม้จะไม่ได้บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายฯ ซึ่งจะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 ที่บัญญัติไว้ว่า “บุคคลใดครอบครองทรัพย์สินของคนอื่นไว้โดยสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของ ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ครอบครองติดต่อกัน 10 ปี หรือสังหาริมทรัพย์ครอบครองติดต่อกัน 5 ปี ถือว่าบุคคลนั้นได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์”

กรณีตามข่าวสารดังกล่าว เป็นการบุกรุกเข้าครอบครองทรัพย์สินผู้อื่นโดยผิดกฎหมาย หากข้อเท็จจริงเข้าบุกรุกครอบครองไม่เกินสิบปี และในความผิดอาญาฐานบุกรุกไม่ขาดอายุความย่อมต้องรับโทษทางอาญา กล่าวคือ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อถือการครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้นทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเข้าไปกระทำการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของเขาโดยปกติสุข ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”  ดังนั้น หากการกระทำความผิดไม่สามารถอ้างอายุความการครอบครองปรปักษ์ได้ ผู้บุกรุกคนดังกล่าวอาจได้รับโทษตามกฎหมายอาญา

ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลาย พึงระมัดระวังการถูกแย่งการครอบครองในที่ดินของตน หากเป็นที่ดินไม่มีโฉนด ถูกแย่งการครอบครองต้องฟ้องคดีภายใน 1 ปี หากเป็นการแย่งการครอบครองในที่ดินมีโฉนด ต้องฟ้องขับไล่หรือดำเนินการป้องกันขัดขวาง โดยอาจเข้าแจ้งความดำเนินคดีอาญาฐานบุกรุก เพื่อมิให้เกิดสิทธิการครอบครองปรปักษ์แก่ผู้บุกรุกคนดังกล่าว.

เมื่อพิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเด็นฝ่าฝืนหลักศีลธรรม การเอาไปซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบ มีบัญญัติไว้ในข้อ 2 ของศีล 5 หรือ เบญจศีล (ความประพฤติชอบทางกายและวาจา, การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย, การรักษาปกติตามระเบียบวินัย, ข้อปฏิบัติในการเว้นจากความชั่ว, การควบคุมตนให้ตั้งอยู่ในความไม่เบียดเบียน — the Five Precepts; rules of morality) ที่ว่า

“อทินฺนาทานา เวรมณี (เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้, เว้นจากการลักโกง ละเมิดกรรมสิทธิ์ ทำลายทรัพย์สิน — to abstain from stealing)”

การทำความชั่วถือเป็นการกระทำไม่ดี ไม่เหมาะสม ย่อมได้รับผลกรรมตามที่ได้กระทำไว้ ซึ่งโทษของการผิดศีลมีหลายประการ เช่น ทรัพย์สินเสื่อมไป  เสื่อมเสียชื่อเสียง ไม่เป็นที่รัก  เป็นผู้เก้อเขินในที่ต่าง ๆ  ตายด้วยใจเศร้าหมอง  ตายแล้วตกนรก เป็นต้น

จึงควรสังวรไว้ว่า การอ้างความยุติธรรมตามกฎหมาย โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมายทำความชั่ว ย่อมได้รับผลของการกระทำนัั้นสืบไป

เขียนและเรียบเรียงโดย  อาจารย์ ดร.พิชัย โชติชัยพร  Ph.D., Master of Laws   

เจ้าของและผู้จัดการ Advanced Legal Technology Limited.

Tel./Line: 0862310999

แนะนำโครงการ “การเป็นเจ้าของบริษัทกฎหมาย” เรียนได้ทุกคน ไม่จำกัดอายุ และวุฒิการศึกษา คลิกที่นี่

 

Leave a Reply